Skip to content
เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ดร.นิรุตติ สุทธินนท์ ประธานคณะกรรมาธิการการแรงงาน วุฒิสภา พร้อมด้วยคณะกรรมาธิการการแรงงาน วุฒิสภา คณะอนุกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องกับแรงงาน ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์กรรมาธิการการแรงงาน วุฒิสภา อาทิ นายณพล บริบูรณ์ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์กรรมาธิการการแรงงาน วุฒิสภา น.ส.นภชนก เหมือนนามอญ ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการด้านประกันสังคม แรงงาน วุฒิสภา รวมทั้งเจ้าหน้าที่คณะกรรมาธิการการแรงงาน วุฒิสภา ลงพื้นที่ศึกษาดูงานด้านแรงงานในจังหวัดลำพูน โดยมีนางศุกลรัตน์ จันทร์มณี หัวหน้าสำนักงานจังหวัดลำพูน พร้อมด้วยข้าราชการในสังกัดให้การต้อนรับ และร่วมชี้แจงข้อมูลด้านแรงงานในพื้นที่จังหวัดลำพูน
ดร.นิรุตติ กล่าวว่า การเดินทางมาลงพื้นที่จังหวัดลำพูนครั้งนี้ ในฐานะคณะกรรมาธิการการแรงงาน วุฒิสภา ซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ มีหน้าที่ตรวจสอบ ศึกษา และเสนอแนวทางเกี่ยวกับด้านแรงงาน เพื่อให้การดำเนินงานของภาครัฐสามารถตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี โดยเฉพาะแรงงานทั่วประเทศที่จะต้องได้รับความเป็นธรรม
ขณะเดียวกัน คณะกรรมาธิการการแรงงาน วุฒิสภา กำลังศึกษาข้อกฎหมายเกี่ยวกับการจ้างแรงงานผู้สูงอายุ รวมถึงแรงงานที่เกษียณอายุราชการ หรือแรงงานที่ต้องเกษียณเมื่อมีอายุครบ 55 ปี โดยเฉพาะจังหวัดลำพูนซึ่งมีนิคมอุตสาหกรรม ถือเป็นพื้นที่สำคัญด้านเศรษฐกิจของภาคเหนือ
นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการการแรงงาน วุฒิสภา ได้เพิ่มคณะทำงานขึ้นมาอีก 2 คณะ ได้แก่ คณะทำงานดูแลเรื่องการจ้างงานผู้สูงอายุ และคณะทำงานดูแลด้านกฎหมาย เพื่อรวบรวมข้อมูลและยกร่างกฎหมายเสนอต่อรัฐบาล ให้สอดคล้องกับการจ้างงานของผู้สูงอายุและแรงงานหลังเกษียณ
ดร.นิรุตติ กล่าวว่า ปัญหาผู้สูงอายุไม่มีงานทำถือเป็นปัญหาสำคัญของหลายประเทศทั่วโลก เพราะเมื่อไม่มีงานทำก็อาจกลายเป็นภาระของสังคม ขณะเดียวกัน หลังเกษียณอายุแล้ว หลายคนยังมีภาระต้องผ่อนบ้าน เลี้ยงดูบุตร และรับผิดชอบค่าใช้จ่ายภายในครอบครัว ทั้งที่คนกลุ่มนี้จำนวนมากยังมีศักยภาพและสามารถทำงานได้
จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า ประเทศไทยมีผู้ที่มีอายุระหว่าง 55-65 ปี ประมาณ 7-8 ล้านคนที่ตกงาน ทั้งที่คนกลุ่มนี้ยังสามารถทำงานได้ หากมีการส่งเสริมและเปิดโอกาสให้เข้าสู่ตลาดแรงงานอย่างเหมาะสม
“หลายคนมองว่าผู้สูงอายุหรือคนแก่มีปัญหาเรื่องสุขภาพ เกรงว่าจะมีปัญหาในการทำงาน แต่หากเราคิดและสามารถทำให้คนเหล่านี้ทำงานได้จริง ก็จะสามารถสร้างรายได้ให้กับภาครัฐได้อีกส่วนหนึ่ง โดยสำนักงานจัดหางานและสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จะต้องเข้ามาดูแลในส่วนนี้ด้วย”
ดร.นิรุตติ กล่าวต่อว่า แนวทางสำคัญคือการทำให้ผู้สูงอายุหรือแรงงานหลังเกษียณมีงานทำ เนื่องจากปัจจุบันแรงงานในประเทศไทยประมาณ 40 ล้านคน ต้องทำงานและเสียภาษีเพื่อดูแลคนที่ไม่มีงานทำประมาณ 26 ล้านคน และในอนาคตจำนวนคนตกงานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งจะสร้างภาระให้กับสังคมมากขึ้น
ดังนั้น หากสามารถทำให้ผู้สูงอายุหรือแรงงานหลังเกษียณมีงานทำ ก็จะช่วยลดภาระของสังคม และทำให้คนกลุ่มนี้ยังสามารถสร้างรายได้และดูแลตนเองและครอบครัวได้ คณะกรรมาธิการการแรงงาน วุฒิสภา จึงเดินหน้ารวบรวมข้อมูลจากพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อเสนอภาครัฐพิจารณาออกกฎหมายเกี่ยวกับการจ้างงานผู้สูงอายุและผู้เกษียณอายุ ให้มีโอกาสทำงานอย่างเหมาะสม และช่วยลดภาระของสังคมในระยะยาว