กมธ.พลังงานซักหนัก! โครงการไฟฟ้า 2,000 เมกะวัตต์ EEC ยังไร้ความชัดเจน ปมเอกชนลงทุนแต่ขายไฟไม่ได้ หวั่นเกิดคดีฟ้องร้องสร้างความเสียหายประเทศ
เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 ที่ห้องประชุมกรรมาธิการ CA 411 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา กรุงเทพฯ นายสุพล จุลใส ประธานคณะกรรมาธิการการพลังงาน สภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม โดยมีคณะกรรมาธิการเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง พร้อมด้วยนายณพล บริบูรณ์ ที่ปรึกษาทรงคุณวุฒิประจำคณะกรรมาธิการการพลังงาน เข้าร่วมประชุมด้วย
การประชุมครั้งนี้มีการพิจารณาปัญหาโครงการไฟฟ้าขนาด 2,000 เมกะวัตต์ ในพื้นที่โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ครอบคลุมจังหวัดชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นนโยบายและมาตรการของรัฐบาล โดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) และกระทรวงพลังงาน เพื่อสนับสนุนและรองรับการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรม Data Center ที่มีแนวโน้มขยายตัวในพื้นที่ โดยเฉพาะอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ซึ่งมีการเตรียมพื้นที่ไว้ประมาณ 15,000 ไร่
โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดหรือพลังงานสีเขียว รองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะและเป็นพื้นที่น่าอยู่ในระดับโลก



อย่างไรก็ตาม ในการประชุมครั้งนี้ คณะกรรมาธิการได้ซักถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องซึ่งเดินทางมาชี้แจง แต่ยังไม่ได้รับข้อมูลที่ชัดเจนเท่าที่ควร ทั้งในประเด็นรูปแบบการลงทุน การซื้อขายไฟฟ้า ตลอดจนแนวทางดำเนินโครงการในอนาคต ประกอบกับมีมติของคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกให้ชะลอโครงการไว้ก่อน
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้หารือถึงปัญหาการส่งกระแสไฟฟ้า โดยตั้งข้อสังเกตว่า หากภาคเอกชนก่อสร้างโรงไฟฟ้าแล้วเสร็จและสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ แต่ไม่สามารถส่งไฟฟ้าผ่านระบบสายส่งของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้ จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจและการลงทุนของภาคเอกชนอย่างไร
ที่ประชุมสรุปว่า โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เป็นพื้นที่พิเศษและมีหน่วยงานรับผิดชอบหลักในการขับเคลื่อนโครงการทั้งหมด แต่หากมีนักลงทุนเข้ามาก่อสร้างโรงไฟฟ้าแล้วกลับไม่สามารถจำหน่ายกระแสไฟฟ้าให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้ ย่อมอาจก่อให้เกิดปัญหาตามมาและส่งผลกระทบต่อประเทศไทย

จากการเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจง คณะกรรมาธิการพบว่ายังมีประเด็นปัญหาหลายจุดที่ไม่ได้รับคำตอบอย่างชัดเจน ขณะที่แนวทางแก้ไขยังไม่มีความคืบหน้าที่แน่นอน ทำให้เกิดความกังวลว่า หากภาคเอกชนตัดสินใจลงทุนไปแล้ว แต่ไม่สามารถดำเนินโครงการหรือจำหน่ายไฟฟ้าได้ตามแผน อาจเกิดความเสียหายและนำไปสู่ข้อพิพาทหรือการฟ้องร้องต่อศาล ซึ่งอาจสร้างภาระและความเสียหายให้แก่ประเทศ
ทั้งนี้ ที่ประชุมมีข้อเสนอว่า หากโครงการไฟฟ้าขนาด 2,000 เมกะวัตต์ยังไม่มีความชัดเจนในรายละเอียดสำคัญ ควรเสนอเรื่องกลับไปยังคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) เพื่อพิจารณาและทบทวนแนวทางการดำเนินโครงการใหม่ทั้งหมด ให้มีความชัดเจนทั้งด้านการลงทุน ระบบสายส่ง และการซื้อขายไฟฟ้า ก่อนเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการต่อไป
