ข่าวทั่วไทย

Just another WordPress site

ข่าวทั่วไทย

Just another WordPress site

Uncategorized

แม่เลี้ยงเดี่ยวร้องขอความเป็นธรรม ลูกวัย 14 ถูกรถชนพิการ คู่กรณีจ่ายแค่ 5,000 บาท – “ทนายโบตั๋น” เตรียมฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหายเพิ่ม

เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 นายไพฑูรย์ อินทศิลา สื่ออาวุโส ประธานศูนย์ข่าวนคร 24 ชม. สมาคมสื่อมวลชนนครศรีธรรมราช ได้รับการประสานขอความช่วยเหลือจาก น.ส.ศิรภัสสร ฉิมสมบัติ หรือ “ทนายโบตั๋น” กรณี “น้องน้ำปั่น” อายุ 14 ปี นักเรียนชั้น ม.1 โรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่ง บุตรชายของนางสร้อยสุดา อายุ 45 ปี ชาวบ้านหมู่ 7 ต.นาพรุ อ.พระพรหม จ.นครศรีธรรมราช ขับรถจักรยานยนต์ถูกรถกระบะเฉี่ยวชนจนได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะและขาซ้ายอาการสาหัส เหตุเกิดเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2568

หลังการรักษา น้องน้ำปั่นกลายเป็นผู้พิการ เนื่องจากกระดูกข้อต่อบริเวณสะโพกซ้ายหลุด ทำให้ขาไม่เท่ากัน เวลาเดินมีอาการกะเผลก ต้องรอการตรวจวินิจฉัยและผ่าตัดเปลี่ยนข้อต่อสะโพกซ้าย ซึ่งอาจส่งผลให้พิการตลอดชีวิต ในเบื้องต้นต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน

ในทางคดี ศาลพิพากษาจำคุกจำเลย 6 เดือน แต่เนื่องจากจำเลยนำเงิน 5,000 บาทไปวางต่อหน้าศาลเพื่อเยียวยาผู้เสียหาย ศาลจึงลดโทษเหลือจำคุก 3 เดือน และให้รอลงอาญา 1 ปี ขณะที่บริษัทประกันของคู่กรณีได้นำเงินไปวางต่อหน้าศาล 100,000 บาท แต่ผู้เสียหายยังไม่ได้รับเงินจำนวนดังกล่าว

วันเดียวกัน นายไพฑูรย์ อินทศิลา พร้อม น.ส.ศิรภัสสร ฉิมสมบัติ หรือ “ทนายโบตั๋น” และ “พี่หลวงย้อยมาแล้ว” ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงที่บ้านของน้องน้ำปั่น ในหมู่ 7 ต.นาพรุ อ.พระพรหม ขณะเดียวกัน นายเอกชัย สุนทร รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ประสานและสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ช่วยเหลือ ประกอบด้วย พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัด เจ้าหน้าที่ยุติธรรมจังหวัด และฝ่ายปกครองในพื้นที่

นางสร้อยสุดา แม่ของน้องน้ำปั่น กล่าวว่า ตนเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว ต้องเลี้ยงดูลูก 2 คน หลังเกิดเหตุลูกชายต้องรักษาตัวต่อเนื่องหลายเดือน ส่งผลให้ขาดเรียนและต้องออกจากโรงเรียน เพราะเดินกะเผลกจากอาการขาไม่เท่ากัน และยังต้องเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง โดยแพทย์นัดตรวจเพื่อเตรียมผ่าตัดเปลี่ยนข้อต่อสะโพกซ้าย ซึ่งอาจหายเป็นปกติหรืออาจพิการตลอดชีวิต

ด้าน น.ส.ศิรภัสสร ฉิมสมบัติ หรือ “ทนายโบตั๋น” กล่าวว่า เห็นว่าการเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นยังไม่เหมาะสมกับผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเด็กและครอบครัว จึงเตรียมช่วยเหลือทางกฎหมาย โดยจะยื่นฟ้องคดีแพ่งเรียกค่าเสียหายเพิ่มเติมจากจำเลยและบริษัทประกัน คาดว่าจะเรียกค่าเสียหายประมาณ 300,000–500,000 บาท

นอกจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังเตรียมให้ความช่วยเหลือในหลายด้าน ทั้งการพิจารณาเงินเยียวยาผู้เสียหายในคดีอาญา การประสานศึกษาธิการจังหวัดและโรงเรียนเดิม เพื่อให้น้องน้ำปั่นกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา รวมถึงการพิจารณาช่วยเหลือด้านสวัสดิการตามระเบียบราชการ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังได้ข้อสรุปแนวทางช่วยเหลือ นางสร้อยสุดาและน้องน้ำปั่นรู้สึกคลายความกังวลลง โดยหลังเทศกาลสงกรานต์จะเดินทางไปคัดสำเนาคำพิพากษาเพื่อมอบให้ทนายดำเนินการทางกฎหมาย และเตรียมนำน้องน้ำปั่นเข้าพบแพทย์โรงพยาบาลมหาราช เพื่อตรวจวินิจฉัยและกำหนดวันผ่าตัดเปลี่ยนข้อต่อสะโพกต่อไป

ขณะเดียวกัน ศึกษาธิการจังหวัดได้ประสานโรงเรียนเดิมเพื่อให้น้องน้ำปั่นกลับเข้าเรียน พร้อมอนุโลมให้ไม่ต้องสวมรองเท้านักเรียนตามระเบียบ เนื่องจากต้องสวมรองเท้าแตะพิเศษที่โรงพยาบาลจัดทำให้ โดยพื้นรองเท้าข้างขวาหนากว่าข้างซ้าย 2 เซนติเมตร

อีกทั้ง น.ส.นันทวัน วิเชียร หรือ “หมอผึ้ง” สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช เขต 2 พรรคภูมิใจไทย ได้มอบกระเช้าของขวัญเป็นกำลังใจให้น้องน้ำปั่น และระบุว่าจะเดินทางมาเยี่ยมครอบครัวเพื่อหาทางช่วยเหลือเพิ่มเติมต่อไป

ไพฑูรย์ อินทศิลา / ผู้สื่อข่าว จ.นครศรีธรรมราช
10 เมษายน 2569

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *