ข่าวทั่วไทย

Just another WordPress site

ข่าวทั่วไทย

Just another WordPress site

Uncategorized

“ดร.นิรุตติ” สว.ระนอง หนุนทบทวนแลนด์บริดจ์ แต่ไม่ถอย ชี้คือยุทธศาสตร์กำหนดอนาคตเศรษฐกิจไทย

เมื่อวันที่ 12 พ.ค. 69 ณ ห้องประชุมวุฒิสภา
ดร.นิรุตติ สุทธินนท์ สมาชิกวุฒิสภา จังหวัดระนอง ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการแรงงาน วุฒิสภา ได้ร่วมอภิปรายเสนอข้อคิดเห็นในญัตติขอให้รัฐบาลทบทวนการเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ โดยมี นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร เป็นผู้เสนอ

ดร.นิรุตติ กล่าวว่า กระผมเห็นด้วยกับการทบทวน แต่ทบทวนเพื่อทำให้ดีขึ้น ไม่ใช่เพื่อพับโครงการหรือชะลอโครงการ ผมมีความเชื่อมั่นอย่างแน่วแน่ว่า โครงการนี้ไม่ใช่เพียงได้ “ถนน รถไฟ หรือท่าเรือ” แต่คือ “โครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ที่จะกำหนดตำแหน่งประเทศไทยในเศรษฐกิจโลกอีกหลายสิบปีข้างหน้า”

เรื่องโครงการที่จะขนส่งสินค้าระหว่างอ่าวไทยกับอันดามันเข้าด้วยกัน มีการพูดถึงกันมาตั้งแต่โบราณการเป็นร้อยปี ตั้งแต่แนวคิดการขุดคลองไทยหรือขุดคอคอดกระ ซึ่งที่ผ่านมาในหลายช่วงรัฐบาลได้ใช้งบประมาณศึกษาเรื่องนี้ไปมากพอสมควร แต่สุดท้ายก็ไม่เคยเกิดขึ้น จนมาถึงรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่สั่งการให้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เข้าไปศึกษาเรื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรม

มาถึงวันนี้ คำถามคือเราจะได้สร้างโครงการนี้หรือไม่ สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม ต่างพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยจากที่เคยเป็นหนึ่งใน “เสือเศรษฐกิจเอเชีย” วันนี้กำลังกลายเป็น “ลูกแมว” และกำลังสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขัน หากยังไม่ขยับอะไร

วันนี้ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนทางแยกสำคัญ ระหว่างการ “ปล่อยโอกาสให้ไหลผ่านไป” กับการ “ตัดสินใจสร้างอนาคตใหม่ทางเศรษฐกิจ” และในฐานะสมาชิกวุฒิสภาที่มีภูมิลำเนาจากจังหวัดระนอง ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่หัวใจหลักของโครงการนี้ กระผมขอยืนยันว่า เราต้องไม่ยอมให้คนระนอง คนชุมพร คนภาคใต้ และคนไทยทั้งประเทศ พลาดโอกาสในการยกระดับคุณภาพชีวิตไปอีกครั้ง

ในวันนี้ผมจะไม่พูดถึงความคุ้มค่า ความเป็นไปได้ ผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือประเด็นเชิงเทคนิคต่าง ๆ เพราะเพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติหลายท่านได้อภิปรายในประเด็นเหล่านี้แล้ว แต่ผมจะพูดว่า “ทำไมต้องสร้างแลนด์บริดจ์” โอกาสอยู่ตรงไหน และทำไมเราควรคว้าโอกาสนั้น

ประเทศไทยคือ “ศูนย์กลางทางภูมิศาสตร์” ที่ไม่มีชาติใดแทนได้ วัตถุประสงค์หลักของแลนด์บริดจ์คือการเชื่อม EEC ฝั่งตะวันออกออกสู่มหาสมุทรอินเดียผ่านทะเลอันดามัน เป็นการเปลี่ยนประเทศไทยจาก “ปลายทางการผลิต” ให้กลายเป็น “ศูนย์กลางการเชื่อมโลก”

ตลาดอินเดียมีประชากรราว 1,476 ล้านคน มากที่สุดในโลก และมีอายุเฉลี่ยเพียงประมาณ 29 ปี นั่นคือตลาดขนาดมหึมาที่จะกลายเป็นกำลังซื้อสำคัญของโลกในทศวรรษหน้า ยังไม่รวมกลุ่ม GCC ในตะวันออกกลาง กลุ่มยุโรปเหนือ และกลุ่ม BIMSTEC รอบอ่าวเบงกอล ซึ่งรวมกันมีประชากรราว 1,800 ล้านคน หรือประมาณ 22% ของประชากรโลก

แลนด์บริดจ์จึงไม่ใช่โครงการของภาคใต้เท่านั้น แต่คือ “ประตูแห่งโอกาสสู่เศรษฐกิจโลก” ที่ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบด้านภูมิศาสตร์โดยธรรมชาติ ซึ่งไม่มีประเทศใดในภูมิภาคนี้แทนที่ได้

ปัจจุบันช่องแคบมะละกาต้องรองรับการค้าโลกกว่า 25–30% และกำลังเผชิญความเสี่ยงจากความแออัด ความมั่นคง และปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ขณะเดียวกัน ช่องแคบฮอร์มุซ คลองสุเอซ และคลองปานามา ก็มีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น

ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม ต่างเร่งยกระดับท่าเรือของตนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสิงคโปร์ที่กำลังก่อสร้างท่าเรือ Tuas Port เพื่อรองรับได้ถึง 65 ล้าน TEU ต่อปี เพื่อรักษาความเป็นผู้นำระดับโลก

ขณะที่ท่าเรือแหลมฉบังของไทยยังต้องเร่งเพิ่มขีดความสามารถ หากไทยไม่สามารถเชื่อม EEC กับ SEC ผ่านแลนด์บริดจ์ได้ ไทยอาจสูญเสียโอกาสทางการแข่งขันในระดับภูมิภาคอย่างถาวร

แลนด์บริดจ์ยังช่วยลดเวลาและต้นทุนการขนส่งสำหรับสินค้ามูลค่าสูงที่ต้องการความรวดเร็ว เช่น ผลไม้ อาหารทะเล เวชภัณฑ์ สินค้าไฮเทค ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้ยินดีจ่ายค่าขนส่งสูงขึ้นเพื่อแลกกับ “เวลา” ที่รวดเร็วขึ้น เพราะในโลกธุรกิจปัจจุบัน เวลา คือ ต้นทุน และความเร็ว คือ อำนาจการแข่งขัน

นอกจากนี้ สินค้าจากกลุ่มประเทศ CLMV รวมถึงสินค้าในนิคมอุตสาหกรรม EEC อย่างระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา สามารถขนส่งมาที่ชุมพรและข้ามไปฝั่งอันดามันได้ทันที โดยไม่ต้องอ้อมไปสิงคโปร์

ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการแรงงาน วุฒิสภา สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ โครงการนี้จะเปลี่ยนชีวิตแรงงานไทยจากแรงงานไร้ทักษะไปสู่แรงงานทักษะสูง ทั้งในระบบโลจิสติกส์อัจฉริยะ ระบบอัตโนมัติ และเทคโนโลยีดิจิทัลสมัยใหม่ ซึ่งจะก่อให้เกิดอาชีพใหม่จำนวนมาก เช่น วิศวกรรมระบบขนส่ง ช่างซ่อมบำรุงอัตโนมัติ ธุรกิจต่อเรือและซ่อมเรือ รวมถึงโลจิสติกส์ดิจิทัล

ทั้งหมดนี้หมายถึงค่าแรงที่สูงขึ้น ทักษะที่ดีขึ้น และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของแรงงานไทย โดยเฉพาะแรงงานในภาคใต้และภาคตะวันออก

ในฐานะคนระนองที่เกิดและเติบโตในพื้นที่ ผมเข้าใจความกังวลของพี่น้องประชาชนทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อม ที่ดิน และวิถีชีวิต แต่ต้องถามอย่างจริงใจว่า เราจะยอมให้คนระนอง คนชุมพร คนภาคใต้ และคนไทยทั้งประเทศ พลาดโอกาสในการยกระดับคุณภาพชีวิตไปอีกกี่ครั้ง

ระนองมีท่าเรือน้ำลึกที่พร้อมพัฒนา มีทรัพยากรธรรมชาติสมบูรณ์ และมีที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ แต่หลายสิบปีที่ผ่านมา คนระนองยังเป็นเพียง “ผู้รอดู” ในขณะที่ภูมิภาคอื่นก้าวไปข้างหน้า

แนวทางที่ถูกต้องจึงไม่ใช่การหยุดโครงการ แต่คือการทำให้โครงการนี้ “โปร่งใส คุ้มค่า เป็นธรรม และมีธรรมาภิบาล” พร้อมรับฟังเสียงประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง

สุดท้ายนี้ ดร.นิรุตติ ได้สรุปข้อเสนอ 4 หลักการ ได้แก่

  1. โปร่งใส เปิดเผยข้อมูลโครงการและผลการศึกษาต่อสาธารณะ
  2. คุ้มค่า พิสูจน์ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจอย่างรอบด้าน
  3. เป็นธรรม รับฟังความคิดเห็นประชาชนและประเมินผลกระทบ EHIA อย่างครบถ้วน
  4. ตรวจสอบได้ พัฒนาทักษะแรงงานควบคู่โครงการ และเปิดให้ประชาชนติดตามตรวจสอบได้

พร้อมทิ้งท้ายด้วยคำถามสำคัญว่า
“ถ้าไม่ใช่วันนี้ แล้วเมื่อไร?”
“ถ้าไม่ใช่ที่นี่ แล้วที่ไหน?”
“และถ้าไม่ใช่เราที่จะทำ แล้วใครจะทำ?”

อย่าให้คนรุ่นต่อไปต้องตั้งคำถามว่า ทำไมคนรุ่นก่อนจึงปล่อยโอกาสนี้หลุดมือไป

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *