ถอดสูตรสำเร็จญี่ปุ่น! หนุนผู้สูงอายุทำงานต่อ ปฏิรูปกฎหมายแรงงานไทย
คณะอนุกรรมาธิการได้พิจารณาศึกษาเกี่ยวกับการจ้างงานผู้สูงอายุและวัยหลังเกษียณ รวมถึงประสบการณ์การบริหารจัดการแรงงานผู้สูงอายุของประเทศญี่ปุ่น โดยเชิญ นาย Yoshihiko Sugino Assistant Manager บริษัท The Kansai Electric Power เข้าร่วมให้ข้อมูล
การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวปฏิบัติและประสบการณ์ของบริษัท เพื่อนำไปพัฒนาด้านกฎหมายและนโยบายการจ้างงานผู้สูงอายุในประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


ในที่ประชุมได้กำหนดกรอบแนวทางการหารือ โดยแบ่งประเด็นออกเป็น 3 ด้าน ดังนี้
- ด้านนโยบายและกฎหมาย
มุ่งเน้นการทำความเข้าใจเกี่ยวกับเกณฑ์อายุเกษียณตามกฎหมายของญี่ปุ่น ตลอดจนนโยบายภายในของบริษัท The Kansai Electric Power เกี่ยวกับการเกษียณอายุในปัจจุบัน และแนวทางปฏิบัติของบริษัทในการดำเนินการตามนโยบายและกฎหมายที่เปลี่ยนแปลงไป - ด้านการบริหารองค์กร
มุ่งศึกษามาตรการรักษาหรือจ้างงานต่อสำหรับพนักงานใกล้เกษียณ โครงสร้างผลตอบแทน โบนัส และสวัสดิการหลังเกษียณ รวมถึงรูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่น และโครงการดูแลสุขภาพที่ออกแบบมาเพื่อพนักงานผู้สูงอายุโดยเฉพาะ - ด้านอนาคตและข้อเสนอเชิงนโยบาย
มุ่งประเด็นไปที่การส่งเสริมการพัฒนาทักษะใหม่ ทักษะดิจิทัล และการเรียนรู้ตลอดชีวิต การประเมินศักยภาพพนักงานจากผลงานและทักษะแทนอายุ ตลอดจนการขอรับข้อเสนอเชิงนโยบายสำคัญ 5 ประการ จากประสบการณ์ของ KEPCO เพื่อนำมาใช้เป็นแนวทางศึกษาเพื่อปรับปรุงกฎหมายในประเทศไทย
จากข้อมูลของผู้แทนบริษัท The Kansai Electric Power ระบุว่า ประเทศญี่ปุ่นได้วางรากฐานทางกฎหมายผ่าน พระราชบัญญัติส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุ ค.ศ. 1971 โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสร้างความมั่นคงในอาชีพ ยกระดับอายุเกษียณ สนับสนุนการทำงานอย่างต่อเนื่อง และขยายโอกาสทางอาชีพให้แก่ผู้สูงอายุ

โครงสร้างกฎหมายของญี่ปุ่นได้แบ่งบทบาทหน้าที่ของนายจ้างตามช่วงอายุสำคัญไว้ 2 ระยะ ได้แก่
ระยะที่ 1 ช่วงอายุจนถึง 65 ปี
กฎหมายห้ามนายจ้างกำหนดอายุเกษียณต่ำกว่า 60 ปี และบังคับให้นายจ้างต้องจัดหาโอกาสหรือช่องทางการทำงานต่อเนื่องให้แก่พนักงานจนถึงอายุ 65 ปี
ระยะที่ 2 ช่วงอายุจนถึง 70 ปี
กฎหมายกำหนดให้นายจ้างมีหน้าที่ “ต้องพยายามดำเนินการ” เพื่อจัดหาแนวทางหรือโอกาสในการทำงานให้แก่พนักงานจนถึงอายุ 70 ปี
นอกจากนี้ ญี่ปุ่นไม่ได้ใช้กฎหมายแรงงานเพียงฉบับเดียว แต่มีการเชื่อมโยงกฎหมายหลายภาคส่วนเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ ได้แก่ พระราชบัญญัติบำนาญแห่งชาติ ซึ่งกำหนดอายุรับบำนาญปกติไว้ที่ 65 ปี แต่เปิดโอกาสให้เลือกรับก่อนกำหนด หรือเลื่อนไปรับได้ถึงอายุ 75 ปี รวมถึงพระราชบัญญัติประกันการดูแลระยะยาว พระราชบัญญัติสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ และพระราชบัญญัติมาตรฐานแรงงาน
จากการถอดบทเรียนดังกล่าว คณะทำงานได้นำมาเป็นกรอบแนวทางในการพัฒนาและปฏิรูปกฎหมาย รวมถึงนโยบาย เพื่อขับเคลื่อนการจ้างงานผู้สูงอายุและวัยหลังเกษียณในประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
ทั้งนี้ ที่ประชุมได้เสนอแนวทางการพัฒนากฎหมายและนโยบายที่ประเทศไทยควรนำมาปรับใช้ โดยเน้นย้ำว่าการปฏิรูปกฎหมายต้องเป็นไปอย่างรอบคอบ พิจารณาอย่างรอบด้าน มีขั้นตอนการดำเนินการที่ชัดเจน และควรหลีกเลี่ยงแนวทางการลดอัตราค่าจ้างหลังเกษียณ เพื่อคุ้มครองความเป็นธรรมให้แก่แรงงาน รวมถึงการพัฒนาระบบข้อมูลและการจัดหางานสำหรับผู้สูงอายุ ตลอดจนการเสริมสร้างมาตรการคุ้มครองจากการเลือกปฏิบัติทางอายุให้มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น
