แรงงานค่ายรถรวมพลังยื่นนายกฯ จี้ทบทวนนโยบาย EV หวั่นกระทบอุตสาหกรรมรถสันดาป–แรงงาน 8.4 แสนคน
เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 ที่บริเวณสะพานชมัยมรุเชฐ ประตู 2 ทำเนียบรัฐบาล กรุงเทพฯ กลุ่มเครือข่ายแรงงานในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย นำโดยนายมนัส โกศล ประธานสภาองค์การลูกจ้างพัฒนาแรงงานแห่งประเทศไทย รวมตัวกันเพื่อยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เรื่อง “เสนอมาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือและเปลี่ยนผ่านแรงงานในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอย่างเป็นธรรม เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย”
โดยมีสหภาพแรงงานจากค่ายรถยนต์ต่างๆ เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก อาทิ เครือข่ายแรงงานในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย สหภาพแรงงานฮอนด้าแห่งประเทศไทย สหภาพแรงงานโตโยต้า สหภาพแรงงานยานยนต์และอะไหล่อีซูซุ และสหภาพแรงงานรถยนต์มิตซูบิชิ
การรวมตัวครั้งนี้เกิดขึ้นจากความกังวลต่อผลกระทบจากนโยบายส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV และการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าเข้ามาในประเทศไทย ซึ่งกลุ่มแรงงานมองว่าอาจส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตรถยนต์สันดาป รวมถึงแรงงานในอุตสาหกรรมยานยนต์ จึงต้องการให้รัฐบาลเร่งกำหนดมาตรการที่ชัดเจนเพื่อแก้ไขปัญหาและรองรับการเปลี่ยนผ่าน
นายมนัส กล่าวว่า รถยนต์สันดาป หรือรถยนต์ที่ใช้การเผาไหม้เชื้อเพลิงภายในเครื่องยนต์ เป็นอุตสาหกรรมที่ผู้ประกอบการเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมาอย่างยาวนานกว่า 70 ปี หากรัฐบาลส่งเสริมรถยนต์ EV หรือรถไฟฟ้าโดยไม่มีมาตรการรองรับที่เหมาะสม อาจทำให้พนักงานถูกเลิกจ้างเป็นจำนวนมาก
นายมนัสยังยกตัวอย่างว่า ก่อนหน้านี้เคยเสนอข้อมูลให้รัฐมนตรีรับทราบถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น โดยในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา มีบริษัทแห่งหนึ่งประมูลงานกับ ปตท.สผ. ซึ่งดำเนินธุรกิจทั้งการสำรวจ พัฒนา และผลิตปิโตรเลียม แต่มีการเปิดให้บริษัทจากจีนเข้าประมูลงาน ส่งผลให้เม็ดเงินกว่า 5 หมื่นล้านบาทไหลออกไปยังประเทศจีน และกระทบต่อการจ้างงานของคนไทยประมาณ 4,000-5,000 คน
สำหรับสหภาพแรงงานจากค่ายรถยนต์ต่างๆ มีแรงงานอยู่ในการดูแลรวมกว่า 8 แสนคน หากรัฐบาลยังคงส่งเสริมรถยนต์ EV หรือรถไฟฟ้า โดยไม่มีการวางมาตรการที่ชัดเจน อาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อแรงงานไทยและอุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งระบบ
ทั้งนี้ สภาองค์การลูกจ้างพัฒนาแรงงานแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยสหภาพแรงงานจากค่ายรถยนต์ต่างๆ ได้ยื่นข้อเสนอต่อนายกรัฐมนตรีรวม 4 หน้า โดยระบุว่า อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ของประเทศไทย ซึ่งเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจและโอบอุ้มการจ้างงานแรงงานไทยกว่า 840,000 คน ครอบคลุมทุกขั้นตอนการผลิตตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน กำลังเผชิญวิกฤตครั้งรุนแรง จากการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า การแข่งขันจากรถยนต์นำเข้า การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงภาวะเศรษฐกิจหดตัว

จากข้อมูลที่กลุ่มแรงงานนำเสนอ พบว่าอุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนมียอดการผลิตลดลงอย่างต่อเนื่อง และมีสัดส่วนการเลิกจ้างแรงงานสูงถึงร้อยละ 24 ของภาคการผลิตทั้งหมด หากภาครัฐไม่มีมาตรการเชิงรุกเข้ามารองรับและแก้ไขสถานการณ์อย่างทันท่วงที ผู้ผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนจำนวนมากอาจต้องปิดกิจการ ส่งผลให้แรงงานฝีมือไทยจำนวนมากมีความเสี่ยงที่จะตกงานและสูญเสียการจ้างงานอย่างฉับพลัน
เครือข่ายแรงงานในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยจึงมีความกังวลต่อสถานการณ์ของอุตสาหกรรมและความมั่นคงของแรงงาน พร้อมเสนอให้รัฐบาลเร่งออกมาตรการเพื่อสนับสนุนการจ้างงาน การสร้างมูลค่าเพิ่ม การพัฒนาเทคโนโลยี และการพัฒนาทักษะแรงงานไทย เพื่อให้ประเทศไทยสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ในระยะยาว
สำหรับข้อเสนอเร่งด่วนที่ยื่นต่อนายกรัฐมนตรี อาทิ การปรับปรุงโครงสร้างภาษีระหว่างรถยนต์สันดาป (ICE) รถยนต์ไฮบริด (HEV) รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) และรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ผลิตในประเทศ ให้มีโครงสร้างภาษีที่เหมาะสมและเป็นธรรม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้านต้นทุนและส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรม
นอกจากนี้ เสนอให้ปรับภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้าทั้งคัน หรือ CBU เป็นร้อยละ 35-50 โดยทันที เพื่อสร้างความแตกต่างระหว่างรถยนต์นำเข้ากับรถยนต์ที่ผลิตในประเทศ และลดความเสียเปรียบด้านต้นทุนของการผลิตในประเทศไทย
ขณะเดียวกัน ยังเรียกร้องให้รัฐบาลสนับสนุนและกระตุ้นตลาดรถกระบะ รวมถึงโครงการอุ้มฐานการผลิตเดิม หรือ “รถเก่าแลกรถใหม่” โดยเสนอให้ปรับหลักเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อรถกระบะ ด้วยการประสานงานกับธนาคารแห่งประเทศไทยและสถาบันการเงินของรัฐ เพื่อผ่อนปรนความเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อสำหรับรถยนต์เพื่อการพาณิชย์และรถกระบะ

ข้อเสนอยังรวมถึงการให้รัฐอุดหนุนเงินดาวน์ หรือมาตรการส่งเสริมการผ่อนชำระ เช่น เมื่อผ่อนชำระตรงตามงวดจนครบกำหนดได้รับเงินคืน หรือโครงการผ่อนคนละครึ่งในระยะเวลา 1 ปี เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อรถกระบะ
รวมถึงมาตรการ “รถเก่าแลกรถใหม่เพื่อสิ่งแวดล้อม” โดยเสนอให้รัฐบาลจัดทำโครงการนำรถกระบะที่มีอายุการใช้งานเกิน 15 ปี ซึ่งมีการปล่อยมลพิษสูง มาแลกซื้อรถกระบะรุ่นใหม่ที่ประหยัดน้ำมันและผ่านมาตรฐานไอเสีย รวมถึงรถยนต์ไฮบริด HEV โดยรัฐสนับสนุนเงินอุดหนุนหรือสิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีมูลค่าเพิ่มหรือภาษีสรรพสามิต
กลุ่มแรงงานระบุว่า หากรัฐบาลสามารถดำเนินมาตรการที่เสนอได้ จะช่วยป้องกันไม่ให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยล่มสลาย รักษาฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทานที่มีมูลค่ามหาศาล รวมถึงช่วยรักษาการจ้างงานและความมั่นคงของแรงงานไทยให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างยั่งยืน
