คณะอนุกรรมาธิการการกฎหมาย วุฒิสภา เชิญสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ หารือการบังคับใช้กฎหมาย “อุ้มหาย” และ “ปรับเป็นพินัย” ในคดีจราจร
เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ณ ห้องประชุม 405 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา คณะอนุกรรมาธิการการกฎหมาย ในคณะกรรมาธิการการกฎหมาย และการยุติธรรม วุฒิสภา จัดประชุมเพื่อศึกษาการบังคับใช้ พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 และ พระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายจราจรทางบก
การประชุมมีนายเศก จุลเกษร ประธานคณะอนุกรรมาธิการการกฎหมาย เป็นประธาน พร้อมด้วยพลตำรวจโท บุญจันทร์ นวลสาย ประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย และการยุติธรรม วุฒิสภา เข้าร่วมรับฟังข้อมูลและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น โดยได้เชิญผู้แทนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพเข้าชี้แจงผลการดำเนินงานและปัญหาในการบังคับใช้กฎหมายทั้งสองฉบับ

ที่ประชุมรับทราบว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ยังพบปัญหาในการบังคับใช้หลายประการ อาทิ ความไม่ชัดเจนของบทบัญญัติเรื่องการบันทึกภาพและเสียงอย่างต่อเนื่องระหว่างการจับกุมและควบคุมตัวตามมาตรา 22 การควบคุมตัวผู้ป่วยเพื่อป้องกันโรค ตลอดจนการตีความฐานความผิดของเจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำการโหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ตามมาตรา 6 ซึ่งยังมีความเห็นแตกต่างในการปฏิบัติ ส่งผลให้เกิดอุปสรรคในการบังคับใช้กฎหมาย
นอกจากนี้ ยังพบข้อจำกัดด้านบุคลากรที่ยังต้องพัฒนาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมาย รวมถึงความไม่พร้อมของอุปกรณ์ที่ใช้ในการปฏิบัติงาน แม้ว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีการจัดอบรมและกำหนดแนวทางปฏิบัติอย่างต่อเนื่องแล้วก็ตาม

ด้านกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ซึ่งทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางตามกฎหมาย ได้รายงานว่า มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการจำนวน 4 คณะ เพื่อขับเคลื่อนการบังคับใช้กฎหมาย ครอบคลุมด้านการพัฒนากฎหมาย การช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหาย การกลั่นกรองข้อร้องเรียน และการติดตามกรณีบุคคลสูญหายในต่างประเทศ พร้อมทั้งได้ออกกฎหมายลำดับรองเพื่อรองรับการปฏิบัติงานแล้ว 2 ฉบับ
สำหรับผลการดำเนินงานระหว่างปี 2566 ถึงวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 พบว่า มีรายงานผู้เสียชีวิตระหว่างการควบคุมตัวจำนวน 1,425 ราย แต่ไม่พบกรณีเสียชีวิตจากการทรมานโดยเจ้าหน้าที่รัฐ ขณะที่มีเรื่องร้องเรียนตามมาตรา 29 จำนวน 217 เรื่อง และมีการช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายจำนวน 41 ราย เป็นเงินรวม 12,773,705 บาท รวมถึงมีคดีที่ศาลมีคำพิพากษาแล้วหลายคดี เช่น คดีครูฝึกและผู้ช่วยครูฝึกลงโทษทหารเกณฑ์จนเสียชีวิต

ส่วนการบังคับใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 ในส่วนของกฎหมายจราจรทางบก ที่ประชุมได้รับทราบว่า ปัจจุบันยังพบปัญหาด้านวินัยจราจรของประชาชน และการจัดเก็บค่าปรับยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติอยู่ระหว่างพัฒนาระบบเพื่อรองรับการดำเนินงานตามกฎหมายฉบับดังกล่าวให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ คณะอนุกรรมาธิการการกฎหมายจะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมเพิ่มเติม เพื่อนำข้อมูล ข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะมาประกอบการจัดทำแนวทางพัฒนาการบังคับใช้กฎหมาย รวมถึงการพิจารณาปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและประเทศชาติต่อไป