ดร.ธีระศักดิ์ อรัญพิทักษ์สว.เชียงรายร่วมกับ คณะกรรมการ สว.พบประชาชนภาคเหนือ(ตอนบน)
วันเสาร์ที่ 25 เมษายน 2569 เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมธาราวดี ชั้น 1 โรงแรมไชยนารายณ์ ริเวอร์ไซด์ จังหวัดเชียงราย คณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน กลุ่มภาคเหนือ (ตอนบน) โดยนายพละวัต ตันศิริ ประธานคณะกรรมการฯ นำสมาชิกวุฒิสภาลงพื้นที่จังหวัดเชียงราย ประกอบด้วย นางสาวมณีรัฐ เขมะวงศ์ นายขจรศักดิ์ ศรีวิราช นางวาสนา ยศสอน และ ดร.ธีระศักดิ์ อรัญพิทักษ์
โดยมีภาคเอกชน อาทิ หอการค้า สภาอุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ธนาคาร ภาคประชาชน และผู้แทนมูลนิธิกระจกเงา ร่วมให้ข้อมูลและข้อเสนอแนะ
ในประเด็นด้านการศึกษา ที่ประชุมยังได้หารือร่วมกับสภาการศึกษาทางเลือกไทย และผู้แทนเครือข่ายบ้านเรียน (Home School) โดยสะท้อนพัฒนาการของ “การศึกษาทางเลือก” ในประเทศไทย ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522 จากภาคเอกชนและภาคสังคม อาทิ แนวคิดโรงเรียนทางเลือก เช่น โรงเรียนรุ่งอรุณ และแนวมอนเตสซอรี ก่อนจะได้รับการรับรองเชิงกฎหมายภายใต้พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ที่เปิดโอกาสให้ครอบครัว ชุมชน สถาบันศาสนา และองค์กรภาคสังคม สามารถจัดการศึกษาในรูปแบบ “ศูนย์การเรียน” ตามมาตรา 12 และมาตรา 18 (3) ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมสะท้อนว่าระบบการสนับสนุนยังมีข้อจำกัด โดยเฉพาะศูนย์การเรียนประเภทเอกชนและโฮมสกูล ซึ่งปัจจุบันมีผู้เรียนทั่วประเทศกว่าหนึ่งหมื่นคน และมีศูนย์การเรียนมากกว่าร้อยแห่ง ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการดูแลเด็กกลุ่มเปราะบาง เด็กไร้สัญชาติ และกลุ่มที่หลุดจากระบบการศึกษา
ขณะที่ในพื้นที่จังหวัดเชียงรายมีอย่างน้อย 5 ศูนย์ อาทิ ศูนย์การเรียนศูนย์แห่งความหวัง และบ้านเรียน Lucky School โดยเน้นการจัดการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นและสอดคล้องกับบริบทของผู้เรียน

ทั้งนี้ เครือข่ายการศึกษาทางเลือกได้เสนอให้เร่งปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อเปิดทางให้ศูนย์การเรียนเอกชนสามารถเข้าถึงงบประมาณสนับสนุนจากภาครัฐ รวมถึงพัฒนาระบบเทียบเคียงคุณภาพหลักสูตรให้มีมาตรฐาน ขณะเดียวกันยังผลักดันแนวคิด “Zero Dropout” เพื่อลดปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา โดยใช้กลไกการศึกษาภาคสังคมเป็นเครื่องมือสำคัญ
ในระยะต่อไป เครือข่ายฯ เตรียมประสานความร่วมมือกับคณะกรรมาธิการด้านการศึกษา วุฒิสภา เพื่อขอความอนุเคราะห์เป็นพี่เลี้ยงในการเสนอกฎหมายของภาคประชาชน ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาภาคสังคม ที่จะช่วยปลดล็อกข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง และสร้าง “นิเวศการเรียนรู้ที่หลากหลาย” ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 อย่างแท้จริง
ประเด็นด้านเศรษฐกิจ ที่ประชุม อาทิ หอการค้า และสภาอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงราย ได้เสนอแนวทางการพัฒนาเชิงพื้นที่ โดยมองว่าการแก้ไขปัญหาในจังหวัดเชียงรายจำเป็นต้องเชื่อมโยงทั้งมิติความมั่นคง อาชีพ และทรัพยากรน้ำเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ ผ่านการฟื้นฟูและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ เช่น ระบบคลองชลประทาน การบริหารจัดการแหล่งน้ำธรรมชาติในพื้นที่ ทะเลสาบเชียงแสน และพื้นที่เวียงหนองล่ม ให้สามารถเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายบริหารจัดการน้ำร่วมกัน
แนวทางดังกล่าวจะช่วยสร้างความมั่นคงด้านอาชีพให้กับประชาชนในภาคเกษตร ประมง และการท่องเที่ยวชุมชน พร้อมทั้งยกระดับศักยภาพพื้นที่ชายแดนให้เอื้อต่อการค้า การลงทุน และการจ้างงานในอนาคต โดยเฉพาะในพื้นที่เศรษฐกิจชายแดนที่ต้องอาศัยระบบน้ำที่มีประสิทธิภาพเป็นฐานรองรับการพัฒนา

นอกจากนี้ ควรส่งเสริมการพัฒนาความร่วมมือของภาครัฐและเอกชน การพัฒนาศูนย์เปลี่ยนถ่ายสินค้า การพัฒนาศุลกากร และการขนส่งทางน้ำ ทางบก และทางราง ซึ่งระบบโลจิสติกส์จำเป็นต้องดำเนินควบคู่กับโครงสร้างพื้นฐาน ขณะเดียวกันต้องบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวให้มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับความต้องการของภาคเศรษฐกิจ รวมถึงส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือกเพื่อลดต้นทุนและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมพัฒนาระบบจัดการขยะและของเสียจากกิจกรรมการค้าและการขนส่งอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับการรักษาสิ่งแวดล้อม
ในประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม มูลนิธิกระจกเงาจังหวัดเชียงรายสะท้อนต่อที่ประชุมว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงขึ้น ทั้งปัญหาน้ำ สารปนเปื้อน และมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งจำเป็นต้องวางแผนระยะยาวอย่างน้อย 5–10 ปี ทั้งนี้ ควรให้ชุมชนมีบทบาทเป็น “เจ้าของกติกา” จะช่วยสร้างความร่วมมือ ลดความขัดแย้ง และเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้มาตรการในทางปฏิบัติ ขณะเดียวกันภาครัฐควรทำหน้าที่สนับสนุนทั้งด้านองค์ความรู้ งบประมาณ และกลไกทางกฎหมาย เพื่อให้กติกาชุมชนสามารถเชื่อมโยงกับนโยบายระดับประเทศ และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ในประเด็นกลุ่มชาติพันธุ์ คณะกรรมการฯ ได้เร่งติดตามผลการดำเนินการกำหนดสถานะบุคคลและสัญชาติ ตามมาตรา 7 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 29 ตุลาคม 2567 โดยเสนอให้มีการ “จำแนกกลุ่มปัญหา” อย่างชัดเจน เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งกลุ่มที่มีคุณสมบัติสามารถพัฒนาสถานะทางทะเบียนและสัญชาติได้ กลุ่มที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบในทะเบียนประวัติ และกลุ่มที่ไม่เข้าเกณฑ์
ทั้งนี้ โครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน กลุ่มภาคเหนือ (ตอนบน) จะทำหน้าที่เป็น “ตัวกลางเชื่อมโยง” ระหว่างข้อมูลจากพื้นที่เข้าสู่กลไกของวุฒิสภา อันจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนและครอบคลุมในทุกมิติของการพัฒนาในระยะยาว
“สมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน สะท้อนปัญหา นำพาแก้ไข ผ่านกลไกวุฒิสภา”
