ดร.ธีระศักดิ์ อรัญพิทักษ์ สว.เชียงราย ร่วมลงพื้นที่พะเยา ดันยุทธศาสตร์แก้ไฟป่า–ฝุ่น PM2.5 เร่งผลักดันกฎหมายอากาศสะอาด แก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ
วันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน 2569 เวลา 13.30 น. ณ ห้องประชุมภูกามยาว ศาลากลางจังหวัดพะเยา คณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน กลุ่มภาคเหนือ (ตอนบน) โดยนายพละวัต ตันศิริ ประธานคณะกรรมการฯ นำสมาชิกวุฒิสภา ประกอบด้วย นางสาวมณีรัฐ เขมะวงศ์ นายมังกร ศรีเจริญกูล นายขจรศักดิ์ ศรีวิราช นางวาสนา ยศสอน และ ดร.ธีระศักดิ์ อรัญพิทักษ์ โดยมี นางสาวอรอาภา แก้วเสนา ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา และนายสมศักดิ์ แก้วเสนา รองผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา ให้การต้อนรับ พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ท้องที่ ท้องถิ่น หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และภาคประชาสังคมร่วมให้ข้อมูล ข้อเสนอแนะ และแนวทางการป้องกัน การเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติซ้ำซ้อน ทั้งน้ำท่วม ภัยแล้ง และปัญหาที่สำคัญซึ่งมีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่
การหารือครั้งนี้เน้นการบูรณาการตามกรอบยุทธศาสตร์สำคัญของจังหวัดพะเยา ได้แก่ การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน การเสริมสร้างความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อม และการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน โดยเฉพาะการรับมือ “ภัยพิบัติซ้ำซ้อน” ทั้งไฟป่า ภัยแล้ง และน้ำท่วม ซึ่งเป็นความท้าทายเชิงโครงสร้างของพื้นที่ โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัดภาค ซึ่งยังคงเป็นวาระเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการ เนื่องจากจังหวัดพะเยาเผชิญสถานการณ์ค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการยกระดับมาตรการเชิงรุก ทั้งการป้องกันไฟป่าต้นทาง การบริหารจัดการเชื้อเพลิง และการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างเป็นระบบ
ในโอกาสนี้ ประธานสภาลมหายใจจังหวัดพะเยา ได้นำเสนอการร่วมวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้นจากหมอกควันไฟป่า ทั้งที่เกิดจากการเผาที่ควบคุมได้และควบคุมไม่ได้ การเผาในป่าลึกที่มีความสูงชัน รวมถึงการระงับเหตุที่เกิดจากการเผาไหม้ช่วงรอยต่อข้ามแดนของจังหวัดพะเยา แนวทางการแก้ไขคือความจำเป็นในการสนับสนุนทรัพยากรอย่างเพียงพอ โดยเฉพาะการดูแลสวัสดิการเจ้าหน้าที่ด่านหน้า การจัดให้มีระบบประกันภัย และการพัฒนาอุปกรณ์ให้เหมาะสมกับภารกิจ รวมถึงการส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมจากเศษวัชพืช เพื่อลดการเผาในที่โล่ง ทั้งนี้ ได้เสนอให้มีการผลักดันกฎหมายอากาศสะอาดให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อเป็นกลไกเชิงนโยบายในการแก้ไขปัญหาฝุ่นควันและไฟป่าอย่างยั่งยืนในระยะยาว นอกจากนี้ ด้านสาธารณสุขยังได้ติดตามสถานการณ์เป็นรายวันอย่างใกล้ชิด พร้อมเพิ่มการดูแลกลุ่มเสี่ยงจำนวน 141,216 คน เช่น ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยติดเตียง และผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจ
สำหรับการดำเนินงานทั้ง 9 อำเภอ 68 ตำบล 811 หมู่บ้าน ในจังหวัดพะเยา มีมาตรการที่โดดเด่น ได้แก่ การแจ้งเตือนผ่าน Cell Broadcast การใช้ อสม.เคาะประตูบ้านรณรงค์หยุดเผาครบ 100% ตลอดจนการจัดทำแนวกันไฟ 1,044 กิโลเมตร มาตรการการจัดตั้งคลินิกมลพิษ การทำมุ้งสู้ฝุ่น ห้องปลอดฝุ่น และการแจกหน้ากากอนามัยกว่าหนึ่งล้านชิ้น

ด้านประธานคณะกรรมการฯ ได้สอบถามเพิ่มเติมในประเด็นที่เกี่ยวข้อง 3 ประเด็น เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับสภาพพื้นที่ ได้แก่
- การจัดสรรงบประมาณ มีข้อสังเกตถึงข้อขัดข้องในการวางแผนใช้งบประมาณ ทั้งในด้านระเบียบวิธีการเบิกจ่ายที่อาจไม่สอดรับกับสถานการณ์ฉุกเฉิน ทำให้การดำเนินงานในพื้นที่ขาดความคล่องตัว จึงควรพิจารณาปรับปรุงกลไกการจัดสรรงบประมาณให้มีความยืดหยุ่น ทันต่อสถานการณ์ และสามารถตอบสนองภารกิจได้อย่างทันท่วงที
- การใช้อุปกรณ์ให้เหมาะสมกับพื้นที่ พบว่าบางพื้นที่ยังใช้อุปกรณ์ที่ไม่สอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศ เช่น ไม้ตบ ซึ่งอาจไม่เหมาะกับพื้นที่ป่าภูเขาหรือพื้นที่ลาดชัน จึงมีข้อเสนอให้ทบทวนและพัฒนาเครื่องมือให้เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ รวมถึงการนำเทคโนโลยี เช่น โดรน มาใช้ในการตรวจหาแนวหัวไฟและติดตามสถานการณ์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมไฟป่า
- กลไกการรับมือในระดับพื้นที่ (ระดับจังหวัด) เน้นย้ำถึงความสำคัญของการบูรณาการกลไกการทำงานในระดับจังหวัด ให้มีการกำหนดบทบาทหน้าที่ของหน่วยงานต่าง ๆ อย่างชัดเจน พร้อมทั้งเสริมสร้างการประสานงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ท้องถิ่น และภาคประชาชน เพื่อให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างเป็นระบบ และสอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ ไม่ใช้แนวทางแบบเหมารวม (One-size-fits-all)

ทั้งนี้ หลังการหารือ คณะกรรมการฯ ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมจุดเฝ้าระวังไฟป่า บ้านภูเงิน อำเภอเมืองพะเยา พบต้นแบบ “เครือข่ายหมู่บ้านจ้างลาดตระเวน” และบ้านโพธิ์ทอง ที่ชุมชนมีส่วนร่วมเฝ้าระวังไฟป่าอย่างเข้มแข็ง สามารถลดจุดความร้อน (Hotspot) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เตรียมผลักดันขยายผลในพื้นที่เสี่ยงอื่น ซึ่งข้อมูลและข้อเสนอจากการลงพื้นที่จะถูกนำไปสู่การผลักดันเชิงนโยบายในระดับประเทศ ทั้งด้านงบประมาณ เทคโนโลยี และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับการแก้ไขปัญหาไฟป่าและฝุ่น PM2.5 อย่างเป็นระบบและยั่งยืนต่อไป
